เรื่องที่น่าสนใจมากของ"ในหลวง" ที่คุณอาจยังไม่รู้ก็ได้....... 

 

เรื่องของนายหลวงที่คุณไม่อาจรู้


พอดีไปอ่านเจอมา เห็นว่าเป็นประโยชน์และน่าสนใจ จึงนำมาโพสต์ให้ได้อ่านกัน

 

เมื่อทรงพระเยาว์

            1.ทรงพระราชสมภพเวลา 08.45น.

            2.นายแพทย์ผู้ทำคลอดชื่อ ดับลิว สจ๊วต วิตมอร์ ทรงมีน้ำหนักแรกประสูติ 6 ปอนด์

            3.พระนาม "ภูมิพล" ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7

            4.พระยศเมื่อแรกประสูติ คือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า ภูมิพลอดุลยเดช

            5.ทรงมีชื่อเล่น ว่า เล็ก หรือ พระองค์เล็ก

            6.ทรงเคยเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนมาแตร์เดอี เพราะช่วงพระชนมายุ 5 พรรษา ทรงเคยเข้าเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ 1 ปี มีพระนามในใบลงทะเบียนว่า "H.H Bhummibol Mahidol"หมายเลขประจำตัว 449

            7.ทรงเรียกสมเด็จพระราชชนนีหรือสมเด็จย่า อย่างธรรมดาว่า "แม่"

            8.สมัยทรงพระเยาว์ ทรงได้ค่าขนม อาทิตย์ละครั้ง

            9.แม้จะได้เงินค่าขนมทุกอาทิตย์ แต่ยังทรงรับจ้างเก็บผักผลไม้ไปขาย เมื่อได้เงินมาก็นำไปซื้อเมล็ดผักมาปลูกเพิ่ม

            10.สมัยพระเยาว์ทรงเลี้ยงสัตว์หลายชนิดทั้งสุนัข กระต่าย ไก่ นกขุนทอง ลิง แม้แต่งูก็เคยเลี้ยง ครั้งหนึ่งงูตายไปก็มีพิธีฝังศพอย่างใหญ่โต

            11.สุนัขตัวแรกที่ทรงเลี้ยงสมัยทรงพระเยาว์เป็นสุนัขไทย ทรงตั้งชื่อให้ว่า"บ๊อบบี้"

            12.ทรงฉลองพระเนตร(แว่นสายตา)ตั้งแต่พระชันษายังไม่เต็ม 10 ขวบ เพราะครูประจำชั้นสังเกตเห็นว่าเวลาจะทรงจดอะไรจากกระดานดำพระองค์ต้องลุกขึ้นบ่อยๆ

            13.สมัยพระเยาว์ทรงซนบ้าง หากสมเด็จย่าจะลงโทษ จะเจรจากันก่อนว่า โทษนี้ควรตีกี่ที ในหลวงจะทรงต่อรองว่า 3 ที มากเกินไป 2 ทีพอแล้ว

            14.ระหว่างประทับอยู่ สวิตเซอร์แลนด์นั้นระหว่างพี่น้องจะทรงใช้ภาษาฝรั่งเศส แต่จะใช้ภาษาไทยกับสมเด็จย่าเสมอ

            15.ทรงได้รับการอบรมให้รู้จัก "การให้" โดยสมเด็จย่าจะทรงตั้งกระป๋องออมสินเรียกว่า "กระป๋องคนจน" เอาไว้ หากทรงนำเงินไปทำกิจกรรมแล้วมีกำไร จะต้องถูก "เก็บภาษี" หยอดใส่กระปุกนี้ 10% ทุกสิ้นเดือนสมเด็จย่าจะเรียกประชุมเพื่อถามว่าจะเอาเงินในกระป๋องนี้ไปทำอะไร เช่น มอบให้โรงเรียนตาบอด มอบให้เด็กกำพร้า หรือทำกิจกรรมเพื่อคนยากจน

            16.ครั้งหนึ่ง ในหลวงกราบทูลสมเด็จย่าว่าอยากได้รถจักรยาน เพราะเพื่อนคนอื่นๆ เขามีจักรยานกัน สมเด็จย่าก็ตอบว่า "ลูกอยากได้จักรยาน ลูกก็ต้องเก็บค่าขนมไว้สิ หยอดกระป๋องวันละเหรียญ ได้มาก ค่อยเอาไปซื้อจักรยาน"

            17.กล้องถ่ายรูปกล้องแรกของในหลวง คือ Coconet Midget ทรงซื้อด้วยเงินสะสมส่วนพระองค์ เมื่อพระชนม์เพียง 8 พรรษา

            18.ช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทรงปั่นจักรยานไปโรงเรียนแทนรถพระที่นั่ง


พระอัจฉริยภาพ

            19. พระอัจฉริยภาพของในหลวง มีพื้นฐานมาจาก "การเล่น" สมัยทรงพระเยาว์ เพราะหากอยากได้ของเล่นอะไรต้องทรงเก็บสตางค์ซื้อเอง หรือ ประดิษฐ์เอง ทรงเคยหุ้นค่าขนมกับพระเชษฐา ซื้อชิ้นส่วนวิทยุทีละชิ้นๆ แล้วเอามาประกอบเองเป็นวิทยุ แล้วแบ่งกันฟัง

            20.สมเด็จย่าทรงสอนให้ในหลวงรู้จักการใช้แผนที่และภูมิประเทศของไทย โดยโปรดเกล้าฯให้โรงเรียนเพาะช่างทำแผนที่ประเทศไทยเป็นรูปตัวต่อ เลื่อยเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆเพื่อให้ทรงเล่นเป็นจิ๊กซอว์

            21.ในหลวงทรงเครื่องดนตรีได้หลายชนิด เช่น เปียโน กีตาร์ แซกโซโฟน แต่รู้หรือไม่ว่าเครื่องดนตรีชิ้นแรกที่ทรงหัดเล่นคือ หีบเพลง (แอกคอร์เดียน)

            22.ทรงสนพระทัยดนตรีอย่างจริงจังราวพระชนม์ 14-15 พรรษา ทรงซื้อแซกโซโฟนมือสองราคา 300 ฟรังก์มาหัดเล่น โดยใช้เงินสะสมส่วนพระองค์ครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่งหนึ่งสมเด็จย่าออกให้

            23.ครูสอนดนตรีให้ในหลวง ชื่อ เวย์เบรชท์ เป็นชาว อัลซาส

            24.ทรงพระราชนิพนธ์พลงครั้งแรก เมื่อพระชนมพรรษา 18 พรรษา เพลงพระราชนิพนธ์แรกคือ "แสงเทียน" จนถึงปัจจุบันพระราชนิพนธ์เพลงไว้ทั้งหมด 48 เพลง

            25.ทรงพระราชนิพนธ์เพลงได้ทุกแห่ง บางครั้งไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องดนตรีช่วย อย่างครั้งหนึ่งทรงเกิดแรงบันดาลพระทัย ทรงฉวยซองจดหมายตีเส้น 5 เส้นแล้วเขียนโน้ตทำนองเพลงขึ้นเดี๋ยวนั้น กลายเป็นเพลง "เราสู้"

            

26. รู้ไหม...? ทรงมีพระอุปนิสัยสนใจการถ่ายภาพเหมือนใคร : เหมือนสมเด็จย่า และ รัชกาลที่5

            27. นอกจากทรงโปรดการถ่ายภาพแล้ว ยังสนพระทัยการถ่ายภาพยนตร์ด้วย ทรงเคยนำภาพยนตร์ส่วนพระองค์ออกฉายแล้วนำเงินรายได้มาสร้างอาคารสภากาชาดไทย ที่ รพ.จุฬาฯ โรงพยาบาลภูมิพล รวมทั้งใช้ในโครงการโรคโปลิโอและโรคเรื้อนด้วย

            28. ทรงพระราชนิพนธ์เรื่อง "นายอินทร์" และ "ติโต" ทรงเขียนด้วยลายพระหัตถ์ แล้วให้เสมียนพิมพ์ แต่ "พระมหาชนก" ทรงพิมพ์ลงในเครื่องคอมพิวเตอร์

            29. ทรงเล่นกีฬาได้หลายชนิด แต่กีฬาที่ทรงโปรดเป็นพิเศษได้แก่ แบดมินตัน สกี และ เรือใบ ทรงเคยได้เหรียญทองจากการแข่งขันเรือใบประเภทโอเค ในกีฬาแหลมทอง(ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น"กีฬาซีเกมส์") ครั้งที่ 4 ปี พ.ศ.2510

            30. ครั้งหนึ่ง ทรงเรือใบออกจากฝั่งไปได้ไม่นานก็ทรงแล่นกลับฝั่ง และตรัสกับผู้ที่คอยมาเฝ้าฯว่า เสด็จฯกลับเข้าฝั่งเพราะเรือแล่นไปโดนทุ่นเข้า ซึ่งในกติกาการแข่งเรือใบถือว่าฟาวส์ ทั้งๆที่ไม่มีใครเห็น แสดงให้เห็นว่าทรงยึดกติกามากแค่ไหน

            31. ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของโลกที่ได้รับสิทธิบัตรผลงานประดิษฐ ์คิดค้นเครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่มลอย หรือ "กังหันชัยพัฒนา" เมื่อปี 2536

            33. ทรงเป็นผู้ริเริ่มการพัฒนาเชื้อเพลิงน้ำมันจากวัสดุการเกษตรเพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน เช่น แก๊สโซฮอล์,ดีโซฮอลล์ และ น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ ต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว

            34. องค์การสหประชาชาติ ได้ถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์ แด่ในหลวงเมื่อ วันที่ 26 พฤษภาคม 2549 เพื่อสดุดีพระเกียรติคุณพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนชาวไทย โดยมี นายโคฟี อันนัน เลขาธิการสหประชาชาติ เดินทางมาถวายรางวัลด้วยตนเอง

 
เรื่องส่วนพระองค์

            35. พระนามเต็มของในหลวง : พระบาทสมเด็จพระปรมินทรา มหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร

            36. รักแรกพบ ของในหลวงและหม่อมสิริกิติ์เกิดขึ้นที่สวิสเซอร์แลนด์ แต่เหตุการณ์ครั้งนั้น สมเด็จพระบรมราชินีนาถฯทรงให้สัมภาษณ์ว่า"น่าจะเป็น เกลียดแรกพบ มากกว่ารักแรกพบ เนื่องเพราะรับสั่งว่าจะเสด็จถึงเวลาบ่าย 4 โมง แต่จริงๆแล้วเสด็จมาถึงหนึ่งทุ่ม ช้ากว่าเวลานัดหมายตั้งสามชั่วโมง

            37. ทรงหมั้นกับ ม.ร.ว.สิริกิติ์ กิติยากร เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2492 และจัดพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ที่วังสระปทุม เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2493 โดยทรงจดทะเบียนสมรสเหมือนคนทั่วไป ข้อความในสมุดทะเบียนก็เหมือนคนทั่วไปทุกอย่าง ปิดอากรแสตมป์ 10 สตางค์ เสียค่าธรรมเนียม 10 บาท

            37. หลังอภิเษกสมรส ทรง"ฮันนีมูน"ที่หัวหิน

            38. ทรงผนวช ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2499 และประทับจำพรรษา ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นเวลา 15 วัน

            39. ระหว่างทรงผนวช พระอุปัชฌาย์และพระพี่เลี้ยง คือ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช

            

40. ของใช้ส่วนพระองค์นั้นไม่จำเป็นต้องแพงหรือต้องแบรนด์เนม ดังนั้นการถวายของให้ในหลวงจึงไม่จำเป็นจะต้องเป็นของแพง อะไรที่มาจากน้ำใจจะทรงใช้ทั้งนั้น

            41. เครื่องประดับ : ในหลวงไม่ทรงโปรดสวมเครื่องประดับ เช่น แหวน สร้อยคอ ของมีค่าต่างๆ ยกเว้น นาฬิกา

            42. พระเกศาที่ทรงตัดแล้ว : ส่วนหนึ่งเก็บไว้ที่ธงชัยเฉลิมพลเพื่อมอบแก่ทหาร อีกส่วนหนึ่งเก็บไว้สร้างวัตถุมงคล เพื่อมอบแก่ราษฎรที่ทำคุณงามความดีแก่ประเทศชาติ

            43. หลอดยาสีพระทนต์ ทรงใช้จนแบนราบเรียบคล้ายแผ่นกระดาษ โดยเฉพาะบริเวณคอหลอด ยังปรากฏรอยบุ๋มลึกลงไปจนถึงเกลียวคอหลอด ซึ่งเป็นผลจากการใช้ด้ามแปรงสีพระทนต์ช่วยรีด และ กดเป็นรอยบุ๋ม

            44. วันที่ในหลวงเสียใจที่สุด คือวันที่สมเด็จย่าเสด็จสวรรคต มีหนังสือเล่าไว้ว่า วันนั้นในหลวงไปเฝ้า แม่ถึงตีสี่ตีห้า พอแม่หลับจึงเสด็จฯกลับ เมื่อถึงวัง ทางโรงพยาบาลก็โทรศัพท์มาแจ้งว่า สมเด็จย่าสิ้นพระชนม์แล้ว ในหลวงรีบกลับไปที่โรงพยาบาล เห็นแม่นอนหลับตาอยู่บนเตียง ในหลวงคุกเข่าเข้าไปกราบที่อกแม่ ซบหน้านิ่งอยู่นาน ค่อยๆเงยพระพักตร์ขึ้นมาน้ำพระเนตรไหลนอง


งานของในหลวง

            45. โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จนถึงปัจจุบนมีจำนวนกว่า 3,000 โครงการ

            46. ทุกครั้งที่เสด็จฯไปยังสถานต่างๆจะทรงมีสิ่งของประจำพระองค์อยู่ 3 สิ่ง คือ แผนที่ซึ่งทรงทำขึ้นเอง(ตัดต่อเอง ปะกาวเอง) กล้องถ่ายรูป และดินสอที่มียางลบ

            47.ในหลวงทรงงานด้วยพระองค์เองทุกอย่างแม้กระทั่งการโรเนียวกระดาษที่จะนำมาให้ข้าราชการที่เข้าเฝ้าฯถวายงาน

            48. เก็บร่ม : ครั้งหนึ่งเมื่อในหลวงเสด็จฯเยี่ยมโครงการห้วยสัตว์ใหญ่ เมื่อเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งมาถึง ปรากฏว่าฝนตกลงมาอย่างหนัก ข้าราชการและราษฎรที่เข้าแถวรอรับเปียกฝนกันทุกคน เมื่อทรงเห็นดังนั้น จึงมีรับสั่งให้องครักษ์เก็บร่ม แล้วทรงเยี่ยมข้าราชการและราษฎรทั้งกลางสายฝน

            49. ทรงศึกษาลักษณะอากาศทุกวัน โดยใช้ข้อมูลที่กรมอุตุนิยมวิทยานำขึ้นทูลเกล้าฯ ร่วมกับข้อมูลจากต่างประเทศที่หามาเอง เพื่อป้องกันภัยธรรมชาติที่อาจก่อความเสียหายแก่ประชาชน

            50. โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เริ่มต้นขึ้นจากเงินส่วนพระองค์จำนวน 32,866.73บาท ซึ่งได้จากการขายหนังสือดนตรีที่พระเจนดุริยางค์ จากการขายนมวัว ก็ค่อยๆเติบโตเป็นโครงการพัฒนามาจนเป็นอย่างที่เราเห็นกันทุกวันนี้

            51. เวลามีพระราชอาคันตุกะเสด็จมาเยี่ยมชมโครงการฯสวนจิตรลดา ในหลวงจะเสด็จฯลงมาอธิบายด้วยพระองค์เอง เนื่องจากทรงรู้ทุกรายละเอียด

            52. ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช กราบบังคมทูลถามว่า เคยทรงเหนื่อยทรงท้อบ้างหรือไม่ ในหลวงตอบว่า "ความจริงมันน่าท้อถอยอยู่หรอก บางเรื่องมันน่าท้อถอย แต่ว่าฉันท้อไม่ได้ เพราะเดิมพันของเรานั้นสูงเหลือเกิน เดิมพันของเรานั้นคือบ้านเมือง คือความสุขของคนไทยทั่วประเทศ

            53. ทรงนึกถึงแต่ประชาชน แม้กระทั่งวันที่พระองค์ทรงกำลังจะเข้าห้องผ่าตัดกระดูกสันหลังในอีก 5 ชั่วโมง (20 กรกฎาคม 2549) ยังทรงรับสั่งให้ข้าราชบริพารไปติดตั้งคอมพิวเตอร์เดินสายออนไลน์ไว้ เพราะกำลังมีพายุเข้าประเทศ พระองค์จะได้มอนิเตอร์ เผื่อน้ำท่วมจะได้ช่วยเหลือทัน

ของทรงโปรด

            54. อาหารทรงโปรด : โปรดผัดผักทุกชนิด เช่น ผัดคะน้า ผัดถั่วงอก ผัดถั่วลันเตา

            55. ผักที่ไม่โปรด : ผักชี ต้นหอม และตังฉ่าย

            56. ทรงเสวย ข้าวกล้อง เป็นพระกระยาหารหลัก

            57. ไม่เสวยปลานิล เพราะทรงเป็นผู้เลี้ยงปลานิลคนแรกในประเทศไทย โดยใช้สระว่ายน้ำในพระตำหนักสวนจิตรลดาเป็นบ่อเลี้ยง แล้วแจกจ่ายพันธุ์ไปให้กรมประมง

            58. เครื่องดื่มทรงโปรด : โปรดโอวัลตินเป็นพิเศษ เคยเสวยวันหนึ่งหลายครั้ง

            59. ทีวีช่องโปรด ทรงโปรดข่าวช่องฝรั่งเศส ของยูบีซี เพื่อทรงรับฟังข่าวสารจากทั่วโลก

            60. ทรงฟัง จส.100 และเคยโทรศัพท์ไปรายงานสถานการณ์ต่างๆใน กทม.ไปที ่ จส.100ด้วย โดยใช้พระนามแฝง

            61. หนังสือที่ในหลวงอ่าน : ตอนเช้าตื่นบรรทม ในหลวงจะเปิดดูหนังสือพิมพ์รายวันทั้งไทยและเทศ ทุกฉบับ และก่อนเข้านอนจะทรงอ่านนิตยสารไทม์ส นิวสวีก เอเชียวีก ฯลฯ ที่มีข่าวทั่วทุกมุมโลก

            62. ร้านตัดเสื้อของในหลวง คือ ร้านยูไลย เจ้าของชื่อ ยูไลย ลาภประเสริฐ ถวายงานตัดเสื้อในหลวงมาตั้งแต่ปี 2501 เมื่อนายยูไลยเสียชีวิต ก็มี ลูกชาย นายสมภพ ลาภประเสริฐ มาถวายงานต่อ จนถึงตอนนี้ก็เกือบ 50 ปีแล้ว

            63. ห้องทรงงานของในหลวง อยู่ใกล้ห้องบรรทม บนชั้น 8 ของตำหนักจิตรลดาฯเป็นห้องเล็กๆ ขนาด 3x4 เมตร ภายในห้องมีวิทยุ โทรทัศน์ โทรศัพท์ โทรสาร คอมพิวเตอร์ เครื่องบันทึกเสียง เครื่องพยากรณ์ แผนที่ ฯลฯ

            64. สุนัขทรงเลี้ยง นอกจากคุณทองแดง สุวรรณชาด สุนัขประจำรัชกาล ที่ปัจจุบันอยู่ที่พระราชวังไกลกังวล แล้ว ยังมีสุนัขทรงเลี้ยงอีก 33 ตัว

 รู้หรือไม่ ?

           65. ในหลวง เกิดจากคำที่ชาวเหนือใช้เรียกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่า "นายหลวง" ภายหลังจึงเปลี่ยนเป็น ในหลวง

           66. ทรงเชี่ยวชาญถึง 6 ภาษา คือ ไทย ละติน ฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมัน และ สเปน

            67. อาชีพของในหลวง เมื่อผู้แทนพระองค์ไปติดต่อเอกสารสำคัญใดๆทรงโปรดให้กรอกในช่อง อาชีพ ของพระองค์ว่า "ทำราชการ"

            68. ในหลวงทรงพระเนตรเทียมข้างขวา เป็นผลจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่เมืองโลซานน์ สวิตเซอร์แลนด์ รถพระที่นั่งชนกับรถบรรทุกอย่างแรง ทำให้เศษกระจกเข้าพระเนตรข้างขวา ตอนนั้นมีอายุเพียง 20 พรรษา และทรงใช้พระเนตรข้างซ้ายข้างเดียว ในการทำงานบำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชนชาวไทยมาตลอดกว่า 60 ปี

            69. ครั้งหนึ่งหนังสือพิมพ์อเมริกันลงข่าวลือเกี่ยวกับในหลวงว่า แซกโซโฟนที่ทรงอยู่เป็นประจำนั้นเป็นแซกโซโฟนที่ทำด้วยทองคำเนื้อแท้บริสุทธิ์ ซึ่งได้มีพระราชดำรัสว่า"อันนี้ไม่จริงเลย สมมติว่าจริงก็จะหนักมาก ยกไม่ไหวหรอก"

            70. ปีหนึ่งๆ ในหลวงทรงเบิกดินสอแค่ 12 แท่ง ใช้เดือนละแท่ง จนกระทั่งกุด

            71. หัวใจทรงเต้นไม่ปรกติ ในหลวงเคยประชวรหนักจนหัวใจเต้นไม่ปกติ เนื่องจากติดเชื้อไมโครพลาสม่า ขณะขึ้นเยี่ยมราษฎรที่อำเภอสะเมิงติดต่อกันหลายปี

            72. รู้หรือไม่ว่า ในหลวงเป็นคนประดิษฐ์รูปแบบฟอนต์ภาษาในคอมพิวเตอร์ที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้อย่าง ฟอนต์จิตรลดา ฟอนต์ภูพิงค์

            73. ในนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี จัดขึ้นที่อิมแพ็ค มีประชาชนเข้าชมรวม 6ล้านคน

            74. ในหลวงเริ่มพระราชทานปริญญาบัตรครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2493 จน 29 ปีต่อมาจึงมีผู้คำนวณว่าเสด็จพระราชทานปริญญาบัตร 490 ครั้ง ประทับครั้งละ 3 ชม. ทรงยื่นพระหัตถ์พระราชทาน 470,000 ครั้ง น้ำหนักปริญญาบัตรฉบับละ 3 ขีด รวมน้ำหนักทั้งหมด 141 ตัน

            75. ดอกไม้ประจำพระองค์ คือ ดอกดาวเรือง

            76. สีประจำพระองค์คือ สีเหลือง

            77. นั่งรถหารสอง : ทรงรับสั่งกับข้าราชบริพารเสมอว่า การนั่งรถคนละคันเป็นการสิ้นเปลือง จึงให้นั่งรวมกัน ไม่โปรดให้มีขบวนรถยาวเหยียด


           ขอพระองค์ทรงพระเจริญ มีพระเกษมสำราญ มีพระพลานมัยแข็งแรงสมบูรณ์ มีพระชนม์ยิ่งยืนนาน เป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทย ตลอดกาลนานเทอญ. ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ...
                                                                   ที่มา - เวปลานธรรม โดย ฐานิโย





Post : โยคี19 Date : 12-06-2008 16:52:49 IP : 124.120.17.32 

 




เรื่องของในหลวง แน่นอนต้องเป็นเรื่องที่ประชาชนคนไทยสนใจมาก บางเรื่องก็รู้บ้าง ไม่รู้บ้าง แต่ทุกเรื่องเป็นเรื่องที่ประทับใจ ซาบซึ้งใจ และภูมิใจยิ่งนัก ในฐานะประชาชนคนไทย ใต้เบื้องพระยุคลบาท ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่คนไทยบางคนบางท่านที่ยังไม่รู้ ไม่ทราบ เช่น ในหลวงได้รับรางวัลและปริญญาบัตรทั้งจากในประเทศและต่างประเทศมากที่สุดในโลก ทรงเชี่ยวชาญทั้งในด้านสรรพศาสตร์ ศิลปวิทยาการ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ทั้งในด้านทฤษฎีและการปฏิบัติอย่างแท้จริงมากมายหลายสาขา อย่างที่ยากนักที่จะมีมนุษย์คนใดในโลก จะเป็นได้ หรือทำได้เท่าเทียมหรือแม้ใกล้เคียงกับพระองค์ท่าน สถิติเหล่านี้ยังไม่ปรากฏเป็นทางการเพราะยังไม่หยุด ยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ผมเองหากมีเวลาพอ ก็จะพยายามรวบรวมเพิ่มเติมมาลงเผยแพร่ต่อจาก ฐานิโย ซึ่งก็คงเก็บมาจากหนังสือ วารสาร หนังสือพิมพ์ สื่อต่างๆ จำนวนมากนั่นเอง ผมก็คงใช้วิธีการเดียวกัน และใคร่จะเน้นไปในเรื่องเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา การปฏิบัติพัฒนาทางจิต คุณธรรมและคุณลักษณะพิเศษของพระองค์ท่าน ซึ่งสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันของคนไทยทุกคนได้เลย......




 พุทธญาณ แสงทิพย์ Date : 13-06-2008 08:01:38 IP : 58.8.155.248

ลบ


78.พระนามาภิไธยเต็มของในหลวง....

 

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร

 

79.นามเดิม-นามสกุล ยศ-บรรดาศักดิ์ของในหลวง(ใช้ในการกรอกข้อความในใบสมัครต่างๆของพระองค์ท่าน)......

 

นามเดิม-ภูมิพลอดุลยเดช

นามสกุล-พระราชวงศ์จักรี

ยศ-บรรดาศักดิ์-พระมหากษัตริย์

 

80.ผู้ถวายทรงพระเครื่องใหญ่(ตัดผม)ของในหลวง.....

 

คนแรก-ขุนวิจิตรวงเดือน(ถึงแก่กรรม พ.ศ. 2517)

ปัจจุบัน-ชุบ แย้มเพกา

 

81.เชื่อหรือไม่ ? ทราบหรือไม่? ว่าในหลวง ทรงสระพระเกศาด้วยพระองค์เองมาโดยตลอด ทั้งยังทรงโปรดที่จะไว้พระเกศาให้ยาวเผื่อตัด ราว 5-6 สัปดาห์ต่อครั้ง

 

82.หัวหน้าผู้กำกับพระเครื่องต้นในวังสวนจิตร......

 

คนแรก-คุณหญิงติ๋ว ชลมารคพิจารณ์ (ถึงอนิจกรรม เมื่อ 35 ปีก่อน)

คนที่ 2-สุภักดี สุวรรณจินดา (ถึงอนิจกรรมเมื่อ พ.ศ.2528)

คนที่ 3-อุทัย สุวรรณจินดา (ถึงอนิจกรรม เมื่อพ.ศ.2541)

คนที่ 4-เดชา ภมรสูตร

ปัจจุบัน-เอกสิทธิ์ วัชรปรีชานันท์

 

ปัจจุบัน วังสวนจิตรมีพระเครื่องต้นอยู่ 3 ห้อง ผู้กำกับดูแลอย่างไม่เป็นทางการในแต่ละห้อง มี-

 

1)พระเครื่องต้นไทย-ท่านผู้หญิงประสานสุข ตันติเวชกุล(มารดา ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล)

2)พระเครื่องต้นฝรั่ง-ลูกหลานกุ๊กแต่สมัยรัชกาลที่ 6 เป็นคนจีน ชื่อ เยี่ยหง แซ่ห่าน

3)พระเครื่องต้นหวาน-สมิง ดวงทิพย์

 

84.พระเครื่องที่ในหลวงทรงสร้างเองด้วยพระหัตถ์ คือ สมเด็จจิตรลดา ....

 

ทรงผสมส่วนประกอบซึ่งมีวัตถุมงคล และสิ่งศักดิ์สิทธิ์จากทั่วประเทศด้วยพระองค์เอง ผสมแล้วทรงกดลงในพิมพ์พระด้วยพระหัตถ์ทุกองค์ พระเครื่ององค์นี้ จึงสำเร็จขึ้นมาด้วยน้ำพระหัตถ์แท้ๆ และทราบว่า เดี๋ยวนี้มิได้ทรงสร้างอีกแล้ว ส่วนประกอบต่างๆที่เคยทรงใช้ในการสร้างพระ ก็ได้ทรงถวายวัดบวรนิเวศไป สำหรับใช้ในการสร้างพระบางรุ่นของวัดนั้น

 

85.ผู้ร่างพระบรมราโชวาท และพระราชดำรัสของในหลวง.......

 

ภาวาส บุนนาค- ผู้สำเร็จการศึกษาอักษรศาสตร์บัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้อนุปริญญาครุศาสตร์ กับจบปริญญาโท วิชาการศึกษา จากวิทยาลัยครูพีบอดี้(Peabody College for teachers) รัฐเทนเนสซี สหรัฐอเมริกา ภาวาสเคยเป็นครู รร.กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย เคยเข้ารับราชการในกระทรวงศึกษาธิการ สังกัดกรมสามัญศึกษา มีตำแหน่งเป็นครูอาจารย์ ผู้อำนวยการโรงเรียน และศึกษานิเทศก์ ระยะหลังเป็นอาจารย์ รร.เตรียมอุดมศึกษา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เข้าไปช่วยราชการ ในสำนักเลขาธิการด้วยอีกด้านหนึ่ง ตั้งแต่ปี 2507 และในปี 2509 ถูกโอนมาเป็นข้าราชการพลเรือน โปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้ ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการ จนถึงปัจจุบัน

         

ในการร่างพระบรมราโชวาท และพระราชดำรัสแต่ละครั้ง ภาวาสจะรับพระราชทานกระแสพระราชดำริมาเรียบเรียงขึ้นตามพระราชประสงค์ แล้วนำขึ้นทูลเกล้าฯถวาย เพื่อทรงพระราชวินิจฉัยแก้ไข ทั้งเนื้อความ และสำนวนภาษา เพราะโปรดให้ใช้ถ้อยคำง่ายๆ ผูกประโยคสั้นๆ ใจความกระชับ กระทัดรัด ชัดเจน แต่ละประโยค มีสาระคุณค่าชวนคิด ชวนฟัง ข้อธรรมะที่ทรงเลือกประกอบเนื้อความ ก็โปรดให้แฝงไว้ด้วยถ้อยคำง่ายๆ แนบเนียน แยบยล อันมีค่าสนองพระเดชพระคุณได้เรียบร้อยต้องตามพระราชประสงค์ จนได้รับรางวัล พระเกี้ยวทองคำจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะผู้ส่งเสริมภาษาไทยดีเด่น เมื่อ 12 พฤศจิกายน 2532

 

86.งานอดิเรกของในหลวง......

 

-โปรดวิทยุ(วิทยุติดต่อรับส่ง) ทรงสร้าง ทรงซ่อมเอง เพราะฉะนั้น พระองค์ทรงติดตามข่าวราชการทั่วประเทศอยู่ตลอดเวลา ช่วงไหนที่มีเหตุร้ายแรง อย่างมีพายุ มีจลาจล ไม่ได้บรรทม จะทรงติดตามข่าวทางวิทยุตลอด อย่างที่พระองค์ทรงดนตรี ออกอากาศทางวิทยุ อ.ส.พระราชวังดุสิต ที่ขอเพลงได้ด้วยนั้น อาจจะมีหลายหมื่นคนทีเดียว ที่ขอเพลงโดยตรงจากพระเจ้าอยู่หัว โดยไม่รู้ตัวทุกวันศุกร์!!!

 

-โปรดทรงปืนเป็นงานอดิเรก การซ่อมอาวุธปืนและการเขียนภาพสีน้ำมัน

 

เรื่องการเขียนภาพสีน้ำมัน เดี๋ยวนี้ไม่ได้ทรงแล้ว ภาพฝีพระหัตถ์ที่พระราชทาน ให้ไปแสดงในโอกาสและสถานที่ต่างๆ เป็นภาพเก่า ทรงเขียนไว้หลายปีมาแล้ว ส่วนเรื่องยิงปืนนั้น เนื่องจากในหลวง ทรงเป็นจอมทัพ ฉะนั้น โดยตำแหน่งหน้าที่ จึงต้องสนพระทัยในอาวุธยุทโธปกรณ์ อันเป็นเครื่องมือสำคัญของทหาร ทรงฝึกยิงปืนอยู่เสมอๆ สมเด็จพระนางเจ้าฯ สมเด็จพระบรมฯ และทูลกระหม่อมหญิงทุกพระองค์ก็ตามเสด็จ และทรงแม่นปืน หรือทรงยิงปืนเป็นทุกพระองค์ ในหลวงจึงมีงานอดิเรกเพิ่มขึ้นอีกอย่างหนึ่ง คือ การซ่อมอาวุธปืน!!

 

87.ห้องทรงงานของในหลวง.....

 

ห้องทรงงานนี้ อยู่ใกล้ห้องพระบรรทม บนชั้น 3 ของพระตำหนัก เป็นห้องเล็กๆ ขนาด 3X4 เมตร ภายในห้อง มีวิทยุ โทรทัศน์ โทรสาร โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ เทเล็กซ์ เครื่องบันทึกเสียง เครื่องพยากรณ์อากาศ และอื่นๆ อย่างครบวงจร ผนังห้องโดยรอบ เป็นแผนที่ทางอากาศ แสดงถึงพื้นที่หมู่บ้าน แม่น้ำ ภูเขา และป่า อย่างละเอียด

 

ห้องทรงงานของในหลวง ในความคิดของคนทั่วไป อาจจะมีโต๊ะพระอักษร พระเก้าอี้ที่โก้เก๋ แต่แท้จริงแล้ว หาเป็นเช่นนั้นไม่!!!

 

พระเก้าอี้นั้นมี แต่พระองค์มิได้ประทับเวลาทรงงาน จะประทับบนพื้น!! เพราะทรงวางสิ่งของต่างๆได้สะดวก และเวลาทรงหาข้อมูล หรือรับสั่งกับผู้เฝ้าถวายงาน จะทรงถนัดกว่าประทับอยู่บนพระเก้าอี้!!!

 

บางเวลาทรงใช้ห้องนี้ เป็นที่ทรงสมาธิด้วย!!! แถมมีพระที่นั่งเล็กๆ กว้างสัก 2 ศอก ยาว 2 ศอก หนาประมาณ 2 ซม. สำหรับทรงเอนในบางครั้ง ห้องนี้ ถือเป็นห้องทรงพระสำราญ ไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดเข้าไปได้ นอกจากจะต้องขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต

 

ข้างๆห้อง จะเป็นเฉลียงเล็กๆ กว้างสัก 3 วา ยาว 4 วา ที่เฉลียงนี้ ทรงปลูกไม้เพาะทดลองไว้หลายพันธุ์ คราวหนึ่งทรงปลูกถั่ว พระองค์เฝ้ามองการเจริญเติบโต พอถั่วออกผล ก็จะทรงเก็บเมล็ดถั่วให้นกกินด้วย

 

88.ทุเรียน หนึ่งในผลไม้ที่ในหลวงโปรดเสวย......

 

ทุเรียน เป็นหนึ่งในผลไม้ไทย ที่ในหลวงโปรดเสวยเป็นอันมาก โปรดเสวยทุกพันธุ์ ไม่จำเพาะเจาะจงว่า จะต้องก้านยาว ชะนี กบ กระดุม หรือพันธุ์เนื้อหวาน มัน แน่น อย่างหมอนทอง สุดแต่ห้องเครื่องจะตั้งขึ้นมา

 

การเสวยทุเรียนของพระองค์ท่าน โปรดเสวยแบบฝรั่ง กล่าวคือ ใช้ช้อนส้อมตัดทุเรียนที่แกะเม็ดแล้ว ออกเป็นชิ้นเล็กๆ และกดให้เละ

 

89.พระกระยาหารโปรดและไม่โปรดของในหลวง.......

 

พระกระยาหารโปรดของในหลวง-

 

ขออย่าได้แปลกใจเลย ที่เมนูพระกระยาหารของในหลวงแต่ละมื้อ หาได้วิเศษเลอเลิศอย่างที่เข้าใจกันไม่ แต่เป็นอาหารธรรมดาที่ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินทั้งหลาย บริโภคกันทุกวันนั่นเอง

 

-ในหลวงโปรดเสวยอาหารอ่อนแบบฝรั่ง

-อาหารไทย โปรดผัดผักทุกชนิด เช่น ผัดคะน้า ผัดถั่วงอก ผัดถั่วลันเตา โดยใส่ผักให้มากๆ หมูเนื้อใส่น้อยๆ

อาหารว่าง เคยโปรดหูฉลาม และบะหมี่ จะใส่หน้าหมูแดง หน้าเป็ด หน้าปู ได้ทั้งนั้น แต่ต้องไม่ใส่ ผักชี ใบหอม ต้นหอม และตังฉ่าย!!

-เครื่องดื่ม  โปรดโอวัลตินเป็นพิเศษ เคยเสวยวันหนึ่งๆหลายครั้ง น้ำชา กาแฟ ไม่มากนัก

 

โปรดอ่านเมนูพระกระยาหาร หรือเครื่องเสวยประจำวัน ที่นำมาให้ดู มี

 

เครื่องเช้า-ไข่ลวก หรือข้าวโอ๊ต ไอศกรีม

เครื่องกลางวัน-ซุปอาสาเรน(ซุปใสใส่ไข่) สปาเกตตีมิลานเนส แกงจืดเซ่งจี๊ ผัดไก่เล่าปี่ ปูเค็มต้มกะทิ หลนปลากุเรา ผัดเผ็ดปลาดุกทอดฟู กล้วยหักมุกเชื่อม ไอศกรีม ผลไม้

ยามดึก- เมื่อเสด็จกลับจากพระราชกิจ มหาดเล็กจะตั้งเครื่องว่าง จำพวกหูฉลาม หรือบะหมี่ถวายอีกครั้งหนึ่ง

 

ในหลวงไม่โปรดเสวยปลานิล เพราะเลี้ยงมันมาเหมือนลูก.....

 

ต้องไม่ลืมว่าในหลวงไม่โปรดเสวยปลานิล”!!!

 

ทุกครั้งที่มีผู้นำปลานิลไปตั้งเครื่องเสวย จะโบกพระหัตถ์ให้ย้ายไปที่อื่น โดยไม่รับสั่งอะไรเลย!!!

 

จนวันหนึ่

 

Date : 13/06/2008
Time : [ 15:52:25 ]
Rating : 0% 0% (0 Votes) ดี ไม่ดี 

ข้อความ :
ภาพประกอบ :
Name :
E-mail :
Code : This is a captcha-picture. It is used to prevent mass-access by robots. (see: www.captcha.net)